แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง? admin พฤศจิกายน 21, 2023

แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง?

online-sellers-must-know-what-risks-do-you-have-to-take

แม่ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง?

       การขายของออนไลน์กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ยอดนิยมในยุคดิจิทัล แต่เมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งที่มาคู่กันและไม่ควรมองข้ามคือ "ภาษี" หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนและไร้กังวล วันนี้เราจะมาสรุปให้แม่ค้าออนไลน์ทุกคนเข้าใจว่า คุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอย่างไรบ้าง

ภาษีเงินได้: หัวใจหลักที่แม่ค้าออนไลน์ต้องเจอ

       รายได้จากการขายของออนไลน์ จัดอยู่ในกลุ่ม "เงินได้ประเภทที่ 8" (มาตรา 40(8)) ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคือเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการค้า โดยแม่ค้าออนไลน์สามารถอยู่ในสถานะได้ 2 รูปแบบหลักๆ คือ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล และมีภาระภาษีที่แตกต่างกันไป

การเริ่มต้นเป็นแม่ค้าออนไลน์-ยากไหม-1024x683
1. หากคุณเป็น "บุคคลธรรมดา" (ขายในนามบุคคลทั่วไป)
เมื่อไหร่ต้องเสียภาษี?
  • คุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหากมี รายได้จากการขายของออนไลน์เกิน 60,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส)
  • หรือ เกิน 120,000 บาทต่อปี (สำหรับผู้ที่จดทะเบียนสมรส)
  • สำคัญ: แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่หากมีการทำธุรกรรมตามที่ธนาคารต้องรายงานให้สรรพากรทราบ (เช่น รับโอนเงินเข้า 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ 400 ครั้งขึ้นไปและยอดรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี) ข้อมูลของคุณก็จะถูกส่งให้สรรพากรรับทราบ ดังนั้น การยื่นภาษีอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ต้องยื่นภาษีเมื่อไหร่และด้วยแบบฟอร์มอะไร?
  • ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94): สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี ต้องยื่นภายในวันที่ 30 กันยายน ของปีเดียวกัน
  • ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90): สำหรับเงินได้ทั้งปีที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของทุกปี ต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป โดยนำรายได้จากครึ่งปีแรกมารวมคำนวณด้วย
การหักค่าใช้จ่าย: เลือกแบบไหนดี?
  • หักตามจริง: วิธีนี้คุณต้องเก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ เช่น บิลซื้อสินค้า ค่าส่ง ค่ากล่อง ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อนำมาหักลดหย่อน ข้อดีคือถ้ามีค่าใช้จ่ายสูง จะช่วยให้เสียภาษีน้อยลง แต่ต้องมีเอกสารครบถ้วน
  • หักแบบเหมา: เป็นวิธีที่ง่ายกว่า ไม่ต้องเก็บเอกสารละเอียด แต่มีข้อจำกัด    เหมา 60%: เหมาะสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ได้ผลิตเอง  เหมา 0.5% ของเงินได้: สำหรับกรณีที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์เกิน 1,000,000 บาทต่อปี คุณอาจเลือกหักแบบ 0.5% ของรายได้รวมทั้งหมดแทน (ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เสียภาษีน้อยกว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายจริงไม่สูงมาก)
  • อัตราภาษี: คำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ยิ่งรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน) สูง อัตราภาษีที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้นตามไปด้วย (ตั้งแต่ 0% สำหรับผู้มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ไปจนถึง 35%)
2. หากคุณเป็น "นิติบุคคล" (จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด)

    สำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่ขยับขยายธุรกิจให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็เป็นอีกทางเลือก ซึ่งมีภาระภาษีที่แตกต่างกัน:

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล: คุณต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ปีละ 1 ครั้ง และอาจมีภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  • ภาระการทำบัญชี: การทำบัญชีสำหรับนิติบุคคลมีความซับซ้อนกว่ามาก โดยต้องมีการทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี และนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง

    นอกจากภาษีเงินได้แล้ว หากธุรกิจของคุณเติบโตและมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด คุณอาจมีหน้าที่ต้องเสีย "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT ด้วย

  • เกณฑ์ที่ต้องจด VAT: หากมี รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล คุณมีหน้าที่ ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์

  • อัตรา VAT: ปัจจุบันอยู่ที่ 7%

  • การยื่นภาษี VAT: คุณต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายได้จากการขายหรือไม่มีก็ตาม

  • การคำนวณ: ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย (VAT ที่คุณเรียกเก็บจากลูกค้า) - ภาษีซื้อ (VAT ที่คุณจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ)

สิ่งสำคัญที่แม่ค้าออนไลน์ทุกคนควรทำ!
  • ลงทะเบียนผู้เสียภาษี: หากคุณมีรายได้เข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี สิ่งแรกที่ต้องทำคือการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี สามารถลงทะเบียนได้ที่กรมสรรพากร หรือผ่านช่องทางออนไลน์

  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ: นี่คือกุญแจสำคัญ! ไม่ว่าจะเป็นการจดในสมุด Excel หรือใช้แอปพลิเคชันบัญชี การบันทึกรายรับและรายจ่ายทั้งหมดจะช่วยให้คุณ

  • ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจ: กฎระเบียบภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรติดตามข่าวสารจากกรมสรรพากรอยู่เสมอ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสำนักงานบัญชี
Write a comment
Your email address will not be published. Required fields are marked *
Scroll